เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่าน คงเคยมีประสบการณ์ผื่นแพ้คันเกิดขึ้นกันทั้งนั้นไม่มากก็น้อยนะคะ บางท่านก็คันมากจนทรมานใจ นอนไม่หลับทั้งคืน ถ้าท่านไม่เคยมีผื่นแพ้คันเกิดขึ้นเลย อย่างน้อยก็ต้องมีญาติสนิทมิตรสหายเคยคันกันมาบ้างทั้งนั้น และในบรรดาสารพัดผื่นแพ้คันนั้น มีผื่นอยู่ 2 ประเภท ที่พบได้บ่อยมากๆ นั่นก็คือ

1. ลมพิษ (Urticaria)
2. ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis)

โดยเฉพาะผื่นลมพิษนั้น คนสมัยก่อนจะเรียกแบบภาษาชาวบ้านว่า เป็น "ประดงเลือดประดงลม" อะไรทำนองนี้นะคะ บางคนก็เชื่อว่าเกิดจากเลือดลมเป็นพิษอะไรทำนองนี้นะคะ ซึ่งความจริงไม่ใช่เลย ส่วนผื่นแพ้สัมผัสนั้นสมัยยุคปัจจุบันทันด่วนนี้ จะพบได้บ่อยมาก เนื่องจากผิวหนังของเราต้องสัมผัสกับสารอะไรต่างๆ มากมายในชีวิตประจำวันของเราแทบทุกวัน เรามาทำความรู้จักกับผื่นแพ้ทั้ง 2 ประเภทนี้กันดีกว่านะคะ


ลมพิษ (Urticaria)

ลมพิษคือ ปฏิกิริยาผื่นแพ้ชนิดหนึ่งที่ร่างกายแสดงอาการตอบสนองออกมาให้เรามองเห็น ลักษณะผื่นเป็นปื้นแดงใหญ่ๆ หนาๆ บวมๆ แดงและจะมีอาการคันมากบางครั้ง คันจนทรมานมากทำให้นอนไม่หลับทั้งคืนก็มีนะคะ


สาเหตุของลมพิษ

1. อาหาร เราพอจะแบ่งประเภทของอาหารที่ทำให้เกิดลมพิษขึ้นได้ดังนี้
  • อาหารทะเล : พวก กุ้ง ปู ปลาหมึก หอย ปลาทะเล
  • อาหารหมักดอง : พวกหน่อไม้ดอง ผักกาดดอง น้ำส้มสายชู น้ำพริก กะปิ ปลาร้า ฯลฯ
  • เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ : พวกเหล้า เบียร์ ไวน์ ต่างๆ
  • อาหารกระป๋อง
  • ขนมปัง (เนื่องจากต้องมีเชื้อยีสต์ ผงฟูเป็นส่วนผสม) ฯลฯ
ซึ่งแต่ละบุคคลจะเกิดอาการแพ้เป็นลมพิษเนื่องจากอาหารแต่ละชนิดที่แตกต่างกัน บางคนพึ่ง จะมาแพ้กุ้ง ปู ตอนอายุมากขึ้นทั้งๆ ที่ตอนเด็กๆ สามารถกิน กุ้ง ปูได้อย่างสบายใจนะคะ


2. ยา บางคนแพ้ยากินบางตัว จะทำให้เกิดอาการลมพิษขึ้นได้ เช่น ยาปฏิชีวนะแก้อักเสบ เป็นต้น

3. ไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic urticaria) ปรากฏว่า ประมาณ 90% ของผู้ที่เป็นลมพิษ จะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่าอะไรคือ ตัวการที่ทำให้เกิดลมพิษขึ้น แต่ผู้เขียนเชื่อว่า น่าจะมีปัจจัยชักนำบางประการที่ทำให้เกิดลมพิษขึ้นได้ ดังนี้

ปัจจัยชักนำที่ทำให้เกิดลมพิษ
- ทำงานหนักมากเกินไป
- เครียดวิตกกังวล
- นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ฯลฯ

ลมพิษเรื้อรัง (Chronic urticaria) ถ้าเมื่อใดก็ตาม ที่ท่านเกิดเป็นลมพิษขึ้นทุกวัน เป็นๆ หายๆ ติดต่อกันทุกวันนานมากกว่า 6 สัปดาห์ขึ้นไป จะเรียกว่าเป็น "ลมพิษเรื้อรัง" ซึ่งปัจจุบันจะพบผู้ป่วยที่เป็นลมพิษเรื้อรังมากขึ้นกว่าสมัยก่อน

การรักษา

1. ยาฉีด บางครั้งบางคราคนที่เป็นลมพิษเฉียบพลัน จะมีอาการมากนอกจากจะมีผื่นแพ้คันมากทั่วตัวแล้ว ยังมีอาการแน่น หอบเหนื่อย หายใจไม่ออก ซึ่งค่อนข้างอันตราย บางคนจำเป็นต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพื่อให้ยาฉีดเข้าเส้นเลือด หรือยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เพื่อระงับอาการแพ้ลมพิษที่รุนแรงนี้ได้ทันท่วงที

2. ยากิน
- กลุ่มแอนติฮีสตามีน มีกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ซึ่งมีหลายสิบชนิดมาก ควรปรึกษาแพทย์เท่านั้น
- กลุ่มสเตียรอยด์ ใช้ในกลุ่มที่มีอาการค่อนข้างมาก ควรปรึกษาแพทย์เท่านั้น

3. ยาทา
- พวกคาลาไมน์ ทุกคนรู้จักกันดี ยาตัวนี้พอช่วยระงับอาการคันได้บ้างเล็กน้อย
- กลุ่ม คาลาดริล ซาร์นาโลชั่น
- กลุ่มสเตียรอยด์


ผื่นแพ้สัมผัส (Contact dermatitis)

คือ ปฏิกิริยาผื่นแพ้อีกชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากสาเหตุภายนอกร่างกาย เกิดจากสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้นั้น (allergen) มาสัมผัสผิวหนังของเราโดยตรง แล้วกระตุ้นให้ผิวหนังบริเวณนั้นเกิดอาการผื่นแพ้คันขึ้นได้

สารที่กระตุ้นให้เกิดผื่นแพ้สัมผัส
มีมากมายหลายร้อยชนิด จะขอยกตัวอย่างสารที่ทำให้เกิดผื่นแพ้สัมผัสได้บ่อยๆ นะคะ
1. สารนิกเกิล (Nickel) พบในเครื่องประดับ เช่น ตุ้มหู สร้อยคอ กรอบแว่นตา ซิป กระดุมกางเกงยีน พวกกุญแจ เหรียญ ขอบเสื้อชั้นใน เป็นต้น
2. ปูนซีเมนต์ (Chromate) พบในการก่อสร้างต่างๆ ตึก ถนน บ้านเรือน ฯลฯ
3. น้ำหอม (Perfumes) พบในน้ำหอม เครื่องสำอาง โลชั่น ครีมต่างๆ
4. สารกันเสีย (Preservatives) พบในเครื่องสำอาง โลชั่น ครีมต่างๆ ยาต่างๆ ยากันแดด
5. ยาง (Rubber) พบในถุงมือ รองเท้า ยางรถยนต์ เป็นต้น
6. สี (Dyes) พบในยาย้อมผม สีย้อมผ้า ฯลฯ

เนื่องจากบางครั้งในชีวิตประจำวันของเรา ต้องสัมผัสกับสารต่างๆ มากมาย โดยที่บางครั้งไม่ทันสังเกตหรือระวังตัวว่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเกิดผื่นแพ้คันขึ้นได้ ดังนั้นจึงมีวิธีการทดสอบเพื่อที่จะหาสาเหตุที่แท้จริงว่า ผื่นแพ้สัมผัสนั้นเกิดจากสาเหตุใด หรือสารตัวใดกันแน่ ซึ่งวิธีทดสอบนี้เราเรียกว่า "Patch test" ซึ่งท่านสามารถขอคำปรึกษา คำแนะนำได้ตลอดเวลา จากแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และเชี่ยวชาญด้านผื่นแพ้สัมผัสโดยตรง ซึ่งการทดสอบ Patch test นี้ จะทำให้ท่านทราบว่าแพ้อะไร เพื่อที่จะได้หาทางหลีกเลี่ยงสารที่แพ้นั้นโดยตรงนะคะ

คณะแพทย์ ดร.สมชาย



[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอปีที่ 23 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2542]